ชายชราลุกกวาดใบไม้ กิ่งไม้แต่เช้า ค่อยๆกวาดค่อยๆเก็บจนได้กองขนาดย่อมๆ
"ขยันจังอุ๊ย กวาดใบไม้แต่เช้าเลย กองใหญ่เลยนะนั่น"
ยิ้มพรายของชายชรากับคำตอบ "เอาไว้อุ๊ยนางตื่น จะได้ก่อไฟผิงด้วยกัน"
ผมได้แต่ยิ้มตอบ
...
ในบ้านไม้ไผ่หลังนั้น แม่อุ๊ยที่ป่วยเป็นอัมพฤฒคงนอนหนาวเหน็บซุกตัวกับผ้าห่ม
โรคภัยใช่แต่จะดึงเอาพละกำลังกายไปเท่านั้น ซ้ำบางครั้งยังฉุดเอาแรงใจตามไปด้วย ยิ่งกับคนยากไร้ จึงดังเป็นกรรมเก่าเวียนตาม สิ่งที่จะทำให้ความเป็นจริงที่เผชิญอยู่ไม่โหดร้ายจนเกินไปนักก็คือ ชายผู้เป็นคู่ชีวิต
ภาพหญิงชราลากขาซ้ายที่ชาค่อยๆเดินภายใต้การประคองของชายชราทุกวันทำให้ผมอยากคิดถามในบางเรื่อง
อุ๊ยเคยบอกรักกันไหม? อยากได้บ้านหลังใหญ่ๆรึเปล่า?
บางคำถามก็ไม่ควรถาม (ไม่น่าถาม?)
...
วัยหนุ่ม...ผมชอบคิดเสมอว่าระหว่างบ้านหลังใหญ่กับการมีคนนั่งเคียงอะไรสำคัญกว่ากัน
บ้านใหญ่ มีพื้นที่มาก แต่บางครั้งก็กว้างเสียจนมองหาใครไม่เจอ
บ้านเล็ก ถึงจะคับถึงจะแคบ แต่ก็อุ่นดี ปัญหาคือจะมีใครทนอุ่นด้วย
แน่นอนที่ว่าคำตอบไม่มีอะไรถูก-ผิด ยิ่งถ้าสามารถทำได้ทั้งบ้านใหญ่และยังมีคนนั่งเคียงด้วยแล้ว นั่นแหละคือคำตอบที่หลายคนหาให้กับชีวิต
หรือว่าบางทีชีวิตก็ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ต้องการผลลัพธ์ เพราะชีวิตคือการแสดงวิธีทำ
เราอาจแค่มีสิทธิ์ที่จะเลือกสูตร เลือกวิธี แล้วปล่อยให้ชีวิตมันดำเนินไป
...
"ผิงไฟนี่อุ่นดีเนอะ"ผมชวนคุย
ยิ้มตอบจากพ่ออุ๊ยกับการช่วยขยับผ้าคลุมไม่ให้เลื่อนตกจากไหล่ของแม่หญิงคนรัก ทำให้ผมรู้ว่าไม่ใช่มีแต่ไฟเท่านั้นหรอก ที่ให้ความอบอุ่น...