*บทความนี้เปิดเผยบางส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง
ไปดูหนังเรื่อง The Village Album มาเป็นหนังสัญชาติญี่ปุ่นครับ..
ในบ้านเกิด-เมืองแห่งหุบเขา เคนอิจิ พ่อของทากาชิ เป็นคนแรกที่สอนลูกชายให้เรียนรู้การถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยผู้เป็นพ่อเป็นช่างถ่ายภาพและมีร้านถ่ายภาพเป็นของตัวเอง
ทากาชิมีฝีมือจึงวาดฝันว่าอยากจะเป็นช่างภาพมืออาชีพ จึงเดินทางจากบ้านเกิดเข้าไปตามความฝันที่มหานครโตเกียว แต่เมืองนั้นต่างก็มีคนที่ตามหาฝันของตัวเอง เรื่องที่ทากาชิวาดหวังจึงยากมากกว่าที่คาด เขาต้องทำงานหลายอย่างและทุกรูปแบเพื่อประคองทั้งร่างกายและความฝันเอาไว้
จนวันหนึ่งมีข่าวจากบ้านเกิดว่าอาจมีการสร้างเขื่อนในพื้นที่บ้านเกิด เนื่องจากฝ่ายบริหารมองไม่เห็นและไม่ได้รับ(ผล)ประโยชน์อะไรในเมืองแห่งนี้ การนำมันมาสร้างเขื่อนน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการสร้าง(ผล)ประโยชน์ให้มากที่สุด
สภาเมืองจึงคิดทำสมุดภาพ เพื่อบันทึกความทรงจำของผู้คนและเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ เคนอิจิอาสาเป็นผู้บันทึกภาพเมืองที่ภรรยาผู้ล่วงลับรัก แต่สิ่งหนึ่งที่เขาร้องขอคืออยากให้ลูกชายกลับมาเป็นผู้ช่วยในงานชิ้นนี้ ทากาชิจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยเหตุผลที่ว่า นอกจากน้องสาวร้องขอให้กลับหลังจากบ้านไปหลายปีแล้วผู้เป็นพ่อยังเป็นคนยากที่จะหาใครร่วมทำงานด้วยนั่นเอง
เมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ทากาชิได้รับคือความเฉยชาจากผู้เป็นพ่อ ที่เขาคิดว่าพ่อเกลียดเขาที่หนีไปโตเกียวเหมือนพี่สาวที่หนีไปโตเกียวเช่นกัน แต่เมื่อรับปากว่าจะทำงานชิ้นนี้แล้วเขาจึงต้องรับผิดชอบมันให้ถึงที่สุด
งานถ่ายภาพเริ่มจากความเฉยชา และเพิ่มด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อพ่อเลือกที่จะเดินแทนการนั่งรถ ซึ่งทำให้ทากาชิไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเดินไปแต่ละบ้านที่ห่างไกลกันเพื่อถ่ายรูป เขาคิดว่ามันใช้เวลานาน เป็นการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ พ่อของเขาย้อนถามว่า แล้วอะไรคือประสิทธิภาพ?
การถ่ายภาพเป็นไปอย่างช้าๆ นอกจากเดินถ่ายภาพแล้วพ่อยังนั่งพูดคุยกับคนที่ไปเก็บภาพด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มเวลาให้ยืดออกไปอีกพร้อมกันนั้นปัญหาทางสุขภาพของผู้เป็นพ่อก็เริ่มปรากฏให้เห็นจนกระทั่งถึงขั้นล้มป่วย แต่ยังยืนยันที่จะทำงานต่อไป
อาการของพ่อทรุดหนักในวันไปร่วมงานศพของคุณตาคนที่ถูกถ่ายรูปครอบครัวแรก ตอนเดินกลับลูกชายผู้เสียชีวิตวิ่งมากล่าวคำขอบคุณเคนอิจิที่ถ่ายรูปพ่อเอาไว้ และบอกว่าพ่อของเขาดีใจมากจริงๆ
ทากาชิจึงเริ่มเห็นอะไรบางอย่างในตัวพ่อของเขา และเมื่อถึงวันที่พ่อของเขาอาการทรุดหนักจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หน้าที่ถ่ายภาพที่เหลือภาพสุดท้ายจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยอย่างเขา
ทากาชิรับกุญแจห้องล้างรูปพร้อมทั้งคำสอนที่เขาไม่ได้รับมานานจากผู้พ่อ
แต่ว่ารูปสุดท้ายนั้นเมื่อเขาถ่ายออกมาเขาเห็นว่ามันไม่เหมือนทุกรูปของพ่อ ที่ทุกรูปมีความรู้สึกร่วมอย่างเปี่ยมล้น ผู้คนในรูปยิ้มแย้มจนรับรู้ได้
เขาเข้าใจในเหตุผลของการเดินไปเก็บภาพของพ่อ และเข้าใจที่ใครต่อใครต่างเห็นพ่อของเขาเป็นผู้ชายที่สุดยอดนั้น ทั้งหมดมาจากการทุ่มเททำงานของพ่อเขานั่นเอง และรับรู้ว่ารักจากพ่อไม่เคยหายไป มันอยู่กับเขาตลอดเวลา
....
หนังเรื่องนี้และทุกเรื่องที่มาจากญี่ปุ่น อย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ คนญี่ปุ่นเวลาที่เป็นคนผิด คำขอโทษจะถูกเอ่ยออกมาทันที และเมื่อเวลาที่รู้สึกว่าอยากขอบคุณใครเขาก็แสดงให้เห็นตอนนั้น คำพูดและการแสดงออกนั้นมันออกมาจากข้างในของคนพูดจริงๆ
ผมอาจจะเป็นคนที่มองคนไทยในแง่ร้ายเกินไป
นานมาแล้วที่ผมไม่ได้เห็นคำขอโทษ และคำขอบคุณอย่างจริงใจจากใครในประเทศนี้
คำขอโทษแบบขอไปที หรือขอบคุณก็ได้(วะ) เรื่องทำนองนี้เห็นและได้ยินจนเป็นปกติ (ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด)
เป็นไปได้ไหมที่ว่าเกิดจากการเลี้ยงดู เห็นบ่อยที่เด็กวิ่งหกล้ม(เอง) แต่ผู้ที่เลี้ยงดูกลับไปโทษหรือตีโพยตีพายกับอย่างอื่น หรือคนอื่น เรื่องนี้ทำนองนี้จะสามารถสร้างคนที่มักปัดความผิดไปให้ผู้อื่นไหม
เป็นไปได้ไหมที่การศึกษาของเราชอบประจานคนทำผิด ทุกเช้าเราจะเห็นเด็กที่ไม่ทำการบ้านลอกเพื่อนหัวปั่นแทนที่จะทำด้วยตัวเอง ใครบางคนว่ามันเกิดจากความขี้เกียจ(แต่เขาไม่ขี้เกียจลอกเลยสักน้อย) ผมว่าเขากลัวที่จะเป็นผู้ผิดต่างหาก (ผมเคยทำการบ้านผิดแล้วถูกตีประจานหน้าห้อง และครั้งต่อไปก็ไม่อยากเป็นผู้ทำผิดอีก)
เป็นไปได้ไหมว่าสังคมเราไม่เคยมีที่ยืนสำหรับคนที่เคยผิดพลาดเลย แน่นอนไม่มีใครอยากเป็นคนผิด และยิ่งกว่าแน่ไม่มีใครอยากเป็นคนผิดตลอดไปหรอก
เป็นไปได้ไหมว่าเรามีคนที่พยายามหลบเลี่ยงความผิดเป็นแบบอย่างให้เลียนแบบเสมอ และไม่รู้จะมีต่อไปอีกนานเท่าไร
เป็นไปได้ไหมเหตุผลเหล่านี้ทำให้เราไม่เคยเป็นคนผิด และเมื่อไม่รู้สึกผิดแล้วไยจะต้องเอ่ยคำขอโทษด้วยเล่า
....
คำขอบคุณ ขอเถอะครับบอกจากข้างในดีกว่า ถ้าทำเพียงเพราะหน้าที่ หรือทำเพราะเขาบอกให้ทำเพื่อเพิ่มยอดขาย ตอนที่คุณกล่าวออกมาในรูปแบบนั้น ผมว่าอย่าพูดเลยจะทำให้รู้สึกดีกว่า
เฮ้ย!มันไม่จริงใจว่ะ