2006/Nov/14

*บทความนี้เปิดเผยบางส่วนสำคัญของเนื้อเรื่อง

ไปดูหนังเรื่อง The Village Album มาเป็นหนังสัญชาติญี่ปุ่นครับ..

ในบ้านเกิด-เมืองแห่งหุบเขา เคนอิจิ พ่อของทากาชิ เป็นคนแรกที่สอนลูกชายให้เรียนรู้การถ่ายภาพตั้งแต่ยังเด็ก ด้วยผู้เป็นพ่อเป็นช่างถ่ายภาพและมีร้านถ่ายภาพเป็นของตัวเอง

ทากาชิมีฝีมือจึงวาดฝันว่าอยากจะเป็นช่างภาพมืออาชีพ จึงเดินทางจากบ้านเกิดเข้าไปตามความฝันที่มหานครโตเกียว แต่เมืองนั้นต่างก็มีคนที่ตามหาฝันของตัวเอง เรื่องที่ทากาชิวาดหวังจึงยากมากกว่าที่คาด เขาต้องทำงานหลายอย่างและทุกรูปแบเพื่อประคองทั้งร่างกายและความฝันเอาไว้

จนวันหนึ่งมีข่าวจากบ้านเกิดว่าอาจมีการสร้างเขื่อนในพื้นที่บ้านเกิด เนื่องจากฝ่ายบริหารมองไม่เห็นและไม่ได้รับ(ผล)ประโยชน์อะไรในเมืองแห่งนี้ การนำมันมาสร้างเขื่อนน่าจะเป็นทางออกที่ดีในการสร้าง(ผล)ประโยชน์ให้มากที่สุด

สภาเมืองจึงคิดทำสมุดภาพ เพื่อบันทึกความทรงจำของผู้คนและเรื่องราวของหมู่บ้านแห่งนี้ไว้ เคนอิจิอาสาเป็นผู้บันทึกภาพเมืองที่ภรรยาผู้ล่วงลับรัก แต่สิ่งหนึ่งที่เขาร้องขอคืออยากให้ลูกชายกลับมาเป็นผู้ช่วยในงานชิ้นนี้ ทากาชิจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านด้วยเหตุผลที่ว่า นอกจากน้องสาวร้องขอให้กลับหลังจากบ้านไปหลายปีแล้วผู้เป็นพ่อยังเป็นคนยากที่จะหาใครร่วมทำงานด้วยนั่นเอง

เมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ทากาชิได้รับคือความเฉยชาจากผู้เป็นพ่อ ที่เขาคิดว่าพ่อเกลียดเขาที่หนีไปโตเกียวเหมือนพี่สาวที่หนีไปโตเกียวเช่นกัน แต่เมื่อรับปากว่าจะทำงานชิ้นนี้แล้วเขาจึงต้องรับผิดชอบมันให้ถึงที่สุด

งานถ่ายภาพเริ่มจากความเฉยชา และเพิ่มด้วยความไม่เข้าใจ เมื่อพ่อเลือกที่จะเดินแทนการนั่งรถ ซึ่งทำให้ทากาชิไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเดินไปแต่ละบ้านที่ห่างไกลกันเพื่อถ่ายรูป เขาคิดว่ามันใช้เวลานาน เป็นการทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพ พ่อของเขาย้อนถามว่า แล้วอะไรคือประสิทธิภาพ?

การถ่ายภาพเป็นไปอย่างช้าๆ นอกจากเดินถ่ายภาพแล้วพ่อยังนั่งพูดคุยกับคนที่ไปเก็บภาพด้วย ซึ่งเป็นการเพิ่มเวลาให้ยืดออกไปอีกพร้อมกันนั้นปัญหาทางสุขภาพของผู้เป็นพ่อก็เริ่มปรากฏให้เห็นจนกระทั่งถึงขั้นล้มป่วย แต่ยังยืนยันที่จะทำงานต่อไป

อาการของพ่อทรุดหนักในวันไปร่วมงานศพของคุณตาคนที่ถูกถ่ายรูปครอบครัวแรก ตอนเดินกลับลูกชายผู้เสียชีวิตวิ่งมากล่าวคำขอบคุณเคนอิจิที่ถ่ายรูปพ่อเอาไว้ และบอกว่าพ่อของเขาดีใจมากจริงๆ

ทากาชิจึงเริ่มเห็นอะไรบางอย่างในตัวพ่อของเขา และเมื่อถึงวันที่พ่อของเขาอาการทรุดหนักจนไม่สามารถทำงานต่อไปได้ หน้าที่ถ่ายภาพที่เหลือภาพสุดท้ายจึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยอย่างเขา

ทากาชิรับกุญแจห้องล้างรูปพร้อมทั้งคำสอนที่เขาไม่ได้รับมานานจากผู้พ่อ

แต่ว่ารูปสุดท้ายนั้นเมื่อเขาถ่ายออกมาเขาเห็นว่ามันไม่เหมือนทุกรูปของพ่อ ที่ทุกรูปมีความรู้สึกร่วมอย่างเปี่ยมล้น ผู้คนในรูปยิ้มแย้มจนรับรู้ได้

เขาเข้าใจในเหตุผลของการเดินไปเก็บภาพของพ่อ และเข้าใจที่ใครต่อใครต่างเห็นพ่อของเขาเป็นผู้ชายที่สุดยอดนั้น ทั้งหมดมาจากการทุ่มเททำงานของพ่อเขานั่นเอง และรับรู้ว่ารักจากพ่อไม่เคยหายไป มันอยู่กับเขาตลอดเวลา

....

หนังเรื่องนี้และทุกเรื่องที่มาจากญี่ปุ่น อย่างหนึ่งที่ผมเห็นคือ คนญี่ปุ่นเวลาที่เป็นคนผิด คำขอโทษจะถูกเอ่ยออกมาทันที และเมื่อเวลาที่รู้สึกว่าอยากขอบคุณใครเขาก็แสดงให้เห็นตอนนั้น คำพูดและการแสดงออกนั้นมันออกมาจากข้างในของคนพูดจริงๆ

ผมอาจจะเป็นคนที่มองคนไทยในแง่ร้ายเกินไป

นานมาแล้วที่ผมไม่ได้เห็นคำขอโทษ และคำขอบคุณอย่างจริงใจจากใครในประเทศนี้

คำขอโทษแบบขอไปที หรือขอบคุณก็ได้(วะ) เรื่องทำนองนี้เห็นและได้ยินจนเป็นปกติ (ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด)

เป็นไปได้ไหมที่ว่าเกิดจากการเลี้ยงดู เห็นบ่อยที่เด็กวิ่งหกล้ม(เอง) แต่ผู้ที่เลี้ยงดูกลับไปโทษหรือตีโพยตีพายกับอย่างอื่น หรือคนอื่น เรื่องนี้ทำนองนี้จะสามารถสร้างคนที่มักปัดความผิดไปให้ผู้อื่นไหม

เป็นไปได้ไหมที่การศึกษาของเราชอบประจานคนทำผิด ทุกเช้าเราจะเห็นเด็กที่ไม่ทำการบ้านลอกเพื่อนหัวปั่นแทนที่จะทำด้วยตัวเอง ใครบางคนว่ามันเกิดจากความขี้เกียจ(แต่เขาไม่ขี้เกียจลอกเลยสักน้อย) ผมว่าเขากลัวที่จะเป็นผู้ผิดต่างหาก (ผมเคยทำการบ้านผิดแล้วถูกตีประจานหน้าห้อง และครั้งต่อไปก็ไม่อยากเป็นผู้ทำผิดอีก)

เป็นไปได้ไหมว่าสังคมเราไม่เคยมีที่ยืนสำหรับคนที่เคยผิดพลาดเลย แน่นอนไม่มีใครอยากเป็นคนผิด และยิ่งกว่าแน่ไม่มีใครอยากเป็นคนผิดตลอดไปหรอก

เป็นไปได้ไหมว่าเรามีคนที่พยายามหลบเลี่ยงความผิดเป็นแบบอย่างให้เลียนแบบเสมอ และไม่รู้จะมีต่อไปอีกนานเท่าไร

เป็นไปได้ไหมเหตุผลเหล่านี้ทำให้เราไม่เคยเป็นคนผิด และเมื่อไม่รู้สึกผิดแล้วไยจะต้องเอ่ยคำขอโทษด้วยเล่า

....

คำขอบคุณ ขอเถอะครับบอกจากข้างในดีกว่า ถ้าทำเพียงเพราะหน้าที่ หรือทำเพราะเขาบอกให้ทำเพื่อเพิ่มยอดขาย ตอนที่คุณกล่าวออกมาในรูปแบบนั้น ผมว่าอย่าพูดเลยจะทำให้รู้สึกดีกว่า

เฮ้ย!มันไม่จริงใจว่ะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
จำได้ว่าไปดูหนังเรื่องนี้
เมื่อปีกลายในเมศกาล
บางกอกฟลิม์ ร้องไห้ตาบวม
เป็นหนังที่ดีและสวยงามอีกเรื่องหนึ่ง
....
ดีใจที่คุณไปดุหนังเรื่องนี้ค่ะ


#1  by  sofa At 2006-11-15 09:05, 
ขอบคุณค่ะ

ไม่ได้ดู
แต่...แค่ได้อ่านก็...ให้อะไรดีๆ เยอะเลย
#2  by  ครูหลังเขา* At 2007-04-12 11:06, 

<< Home